Featured Post

การใช้เข็มขัดนิรภัยอย่า

การใช้เข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกจะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต ร่างกาย อันตรายที่เกิดกับคนมีตั้งแต่ไม่มากเช่นแผลถลอกจนกระทั้งอวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ...

Read More

วิธีถนอมรักษาช่วงล่างรถยนต์

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

วิธีถนอมรักษาช่วงล่างรถยนต์

      ระบบช่วงล่างรถยนต์ รวมระบบกันสะเทือน หรือที่เรียกว่า Suspensions ในภาษาอังกฤษ มีหน้าที่ ลดอาการสั่นสะเทือนอันเนื่องมาจากล้อสัมผัสกับพื้นถนน ให้เหลือแรงสะเทือนส่งไปยังห้องโดยสารให้น้อยที่สุด แต่ระบบกันสะเทือนก็ยังมีหน้าที่และประโยชน์อีกหลายข้อด้วยกันครับ ได้แก่ ช่วยให้การบังคับควบคุมรถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ, รักษาระดับตัวรถ ให้พื้นรถห่างจากผิวถนนคงที่,ควบคุมล้อให้ตั้งฉากกับพื้นถนนตลอดเวลาเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกั บพื้นถนนมากที่สุด แม้ในขณะเข้าโค้ง, ลดอาการกระดก และโยนตัว สมดุลให้รถอยู่ในสภาพปกติ ขณะเคลื่อนที่ผ่านผิวถนนที่ไม่ราบเรียบ

 

การรองรับน้ำหนัก ในศัพท์ทางรถยนต์ หมายถึง การใช้สปริงคั่นกลางระหว่างโครงรถ (Frame), ตัวถัง (Body), เครื่องยนต์, ชุดส่งกำลัง กับล้อ ซึ่งเป็นส่วนที่รับภาระจากการสัมผัสโดยตรงกับพื้นถนน น้ำหนักของอุปกรณ์ดังกล่าว ตลอดจนน้ำหนักบรรทุกที่อยู่ด้านบนของสปริง เราเรียกว่า น้ำหนักเหนือสปริง (Sprung weight) ส่วนน้ำหนักใต้สปริง ซึ่งได้แก่ ล้อ, ยาง, ชุดเพลาท้าย (ในรถที่ใช้แบบคานแข็ง) และเบรก จะเป็นน้ำหนักที่สปริงไม่ได้รองรับ ถูกเรียกว่า น้ำหนักใต้สปริง (Unsprung weight)

หน้าที่และชนิดของสปริง
สปริงจะยุบและยืดตัวเมื่อล้อวิ่งผ่านผิวถนนที่ขรุขระ ส่งผลให้ล้อเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้เกือบอิสระในแนวดิ่งจากโครงรถ ทำให้สามารถ ”ดูดกลืน” (Absorb) แรงเต้นของล้อลงได้ แรงจากการเคลื่อนที่ของล้อจึงถูกส่งถ่ายไปยังตัวถังน้อยกว่าที่ ล้อเต้นจริง ผลก็คือผู้โดยสารและน้ำหนักบรรทุกจะได้รับแรงสะเทือนจากล้อลดลง นั่นเอง
เรามักเข้าใจว่า “สปริง” คือ ขดลวดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดต่างๆ ขดเป็นวง รูปทรงกระบอก (สปริงขด หรือ Coil Spring) แบบอย่างที่เราคุ้นเคยกันมาตลอด แต่ในความเป็นจริง สปริงยังมีอยู่อีกหลายประเภท หลายรูปแบบ และที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ แหนบ (Leaf Spring), เหล็กบิด หรือทอร์ชั่นบาร์(Torsion bar), สปริงลม (Air Spring), สปริงยาง (Rubber Spring) และ ไฮโดรนิวเมติก (Hydro – Pneumatic) ในอนาคตเมื่อความก้าวหน้าทางวิศวกรรมสูงขึ้นอีก ก็อาจมีสปริงรูปแบบใหม่ๆ ออกมาใช้งานอีกก็เป็นได้
แหนบจะรับน้ำหนักและแรงสั่นสะเทือนโดยการ ”โค้งหรืองอตัว” ของแผ่นแหนบ สปริงขดรับน้ำหนักโดยการ “หด หรือยุบตัว” ของขดสปริง ส่วนเหล็กบิด หรือทอร์ชั่นบาร์ นั้น จะรับแรงสั่นสะเทือนโดยการ “บิดตัวของเพลา”, สปริงลมลดแรงสั่นสะเทือนจากการ “อัดตัวของลม” ในถุงลม, ส่วนสปริงแบบไฮโดรนิวเมติก ดูดซับแรงสั่นสะเทือน โดยการอัดตัวของแก๊สไนโตรเจนและของเหลว (ที่ใช้อยู่เป็นน้ำมันไฮดรอลิก) ในระบบ

แบบคานแข็ง (Solid axle suspension) คานแข็ง
ล้อด้านซ้ายและล้อด้านขวาอยู่บนเพลาเดียวกัน เป็นแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมาและในปัจจุบันก็ยังมีใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถบรรทุก รถยนต์นั่งมีเฉพาะล้อหลัง แต่ก็มีให้เห็นน้อยลงเรื่อยๆ ข้อดี คือ แข็งแรง ทนทาน ค่าสร้างถูก แต่มีข้อเสีย คือ มีน้ำหนักใต้สปริงมาก เมื่อล้อใดล้อหนึ่งเอียงไป ล้อที่อยู่บนคานเดียวกันจะเอียงตามไปด้วย การควบคุมรถที่ความเร็วสูง และสภาพถนนขรุขระจึงไม่ดีเท่าที่ควร
แบบอิสระ (Independent suspension) ล้อทั้ง 4 ของระบบกันสะเทือนรูปแบบนี้จะเต้นเป็นอิสระต่อกัน ไม่ส่งผลไปยังล้อที่อยู่ตรงกันข้าม หรือถ้ามีบ้างก็น้อยมาก น้ำหนักใต้สปริงของระบบรองรับแบบนี้มีน้อย แรงเฉื่อยจากการเต้นของล้อจึงมีน้อยกว่า อาการเต้นของล้อจึงกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว น้ำหนักใต้สปริงของระบบกันสะเทือนแบบอิสระน้อยมากยิ่งขึ้นไปอีก ในปัจจุบัน เพราะผู้ผลิตหลายรายหันมาใช้อะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา เป็นส่วนประกอบหลักของระบบกันสะเทือนแทนเหล็ก ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแทบทั้งชุด การควบคุมรถจึงทำได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่า และยังนุ่มนวลกว่า ซึ่งระบบรองรับแบบอิสระจะแบ่งออกไปอีกหลายประเภท อาทิ ปีกนก, เซมิเทรลิ่งอาร์ม, แม็คเฟอร์สันสตรัท, มัลติลิงค์ และอีกหลายระบบที่พัฒนาบนพื้นฐานของระบบที่ยกตัวอย่างมา รวมถึงยังมีการนำแต่ละระบบมาผสมผสานกันด้วย

ปีกนก (Wishbone suspension)
การออกแบบแตกต่างกันไป เช่น ปีกนกบนและปีกนกล่างยาวไม่เท่ากันแต่ขนานกัน, ปีกนกบนและปีกนกล่างยาวไม่เท่ากันและไม่ขนานกัน ระบบรองรับน้ำหนักประเภทนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างแพร่หลาย ปัจจุบันสามารถออกแบบให้แข็งแรงมากพอ และใช้อะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา แทนโครงสร้างเดิมที่เป็นเหล็ก จึงไม่แปลก นอกจากในรถยนต์นั่งแล้ว รถ Off-road หลายรุ่นก็ใช้ระบบกันสะเทือนรูปแบบนี้ด้วย

เซมิเทรลิ่งอาร์ม (Semi trailing arm)
แขนเต้น (Trailing arm) อาจมีอยู่ 2 แขน หรือแขนเดียวก็ได้ ถ้าเป็นแขนเดียวจะเรียกว่า เซมิเทรลิ่งอาร์ม (Semi trailing arm) ถูกออกแบบให้ใช้ในล้อหลัง แขนเต้นมีใช้ทั้งแบบจุดหมุนอยู่ตามแนวยาวและจุดหมุนอยู่ตามแนวข วางกับตัวรถ ปัจจุบันมีให้เห็นมากในรถMPV ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า จุดเด่น คือ มีชิ้นส่วนในการเคลื่อนที่น้อย ห้องโดยสารจึงออกแบบได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

แม็คเฟอร์สันสตรัท (MacPherson strut)
การออกแบบคล้ายกับระบบปีกนกธรรมดา แต่ไม่มีปีกนกบน โช้คอัพและคอยล์สปริงจะรวมอยู่บนแกนเดียวกัน ทำให้ประหยัดเนื้อที่และลดชิ้นส่วนต่างๆ ลงได้มาก ตัวถังบริเวณที่รองรับชุดแม็คเฟอร์สันสตรัท ต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ ข้อเสียของระบบกันสะเทือนชนิดนี้ คือ ไม่สามารถทำให้รถต่ำลงเท่าระบบกันสะเทือนแบบปีกนก จึงไม่นิยมใช้กับรถแข่งทางเรียบ (Racing Car) แต่บนทางฝุ่นในสนามแรลลี่โลก ใช้ แม็คเฟอร์สันสตรัทเกือบทุกค่ายเลยล่ะ

มัลติลิงค์ (Multi-link suspension)
คำว่ามัลติลิงค์จะค่อนข้างครอบคลุม สำหรับระบบกันสะเทือนที่ใช้แขนยึด (Link) แบบหลายจุด เช่น โฟร์บาร์ลิงค์เกจ, ไฟว์ลิงค์ หรือแขนยึดแบบ 5 จุด ที่ออกแบบให้ใช้แขนยึดหลายจุดเพื่อต้องการควบคุมมุมล้อ และรักษาหน้ายางให้ตั้งฉากกับพื้นถนน ปัจจุบันนิยมใช้กับล้อคู่หลังในกลุ่มรถ Luxury เพราะโดดเด่นเรื่องความนุ่มนวล ทั้งยังให้สมรรถนะในการยึดเกาะถนนที่ดี

ทอร์ชั่นบาร์ (Torsion bar)
มีรถยนต์หลายรุ่นได้นำเอาทอร์ชั่นบาร์มาใช้แทนแหนบและสปริงขด ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง โดยเฉพาะในล้อหน้าจะเห็นได้ในรถกระบะระบบกันสะเทือนรูปแบบนี้จะมีทอร์ชั่นบาร์สองท่อน (ของล้อหน้าซ้าย และล้อหน้าขวา) ติดตั้งตามยาวของโครงรถข้างละท่อน ที่ปลายด้านหน้ายึดติดกับปีกนกล่าง ปลายด้านหลังยึดติดกับซับเฟรม ซึ่งสามารถปรับแต่งความตึงของทอร์ชั่นบาร์ได้ น้ำหนักของรถจะทำให้ทอร์ชั่นบาร์บิดตัวไปเหมือนกับสปริงขด จะยุบตัวหรือบิดตัวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักรถ การบิดตัวดังกล่าวจะทำให้เกิดผลของความเป็นสปริง เช่นเดียวกับสปริงรูปแบบอื่นๆ

คงจะรู้จักหน้าที่อุปกรณ์แต่ละชนิดแล้วใช้ไหมครับ แต่วิธีที่ถนอนช่วงล่างที่ถูกต้องครับ คือไม่กระแทกแรงๆ เลี่ยงการตกหลุมให้ได้มากที่สุด
สุด ท้ายนี้ ส่วนการบำรุงรักษาที่ง่ายๆที่สุดก็คือถ้าไม่ดัง ไม่หลวม ก็ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรทั้งนั้นครับ แต่ถ้ามีอะไรหลวม อะไรดัง ก็ควรจะให้ช่างที่เชี่ยวชาญและไม่ฟันเราตรวจเช็ค และเปลี่ยนอะไหล่ที่เป็นของแท้ๆใส่ รับรองขับสนุก ขับดี

Toyota Camry 2012

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

Toyota Camry 2012

  หากพูดถึงรถยนต์ในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลางแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จักรถยนต์ Toyota Camry ที่วางจำหน่ายมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มขึ้นมาในประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ . 2536  ที่ถึงรุ่นก่อนหน้านี้มันจะดูสวยงามแล้ว แต่ Toyota ก็พร้อมต่อการแนะนำรุ่นใหม่ ออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ
All New! Toyota Camry เป็นการกลับมาอีกครั้งในการทวงบัลลังค์แชมป์รถนั่งขนาดกลางที่ถึงเวลาต้องผลัดเปลี่ยนโฉมใหม่กันเสียที ด้วยเวลาที่ล่วงเลยมาพอสมควร หลังจากที่เราอาจจะคุ้นหน้าตาในโฉมเมืองนอกที่วางจำหน่ายกันตั้งแต่เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา และทำให้หลายคนตั้งตารอ

New! Toyota Camry 2012

ใบหน้า All New! Camry  ใหม่ กลับมาพร้อมโฉมลักษณ์ที่ดูงดงามมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นในความหรูเลิศมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกขั้นจากการออกแบบที่ปรับโฉมให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งคราบความเป็นผู้นำในแบบรถหรูหรานำสมัย แนะนำด้วยกระจังหน้าโครเมี่ยม มาพร้อมเส้นสายการออกแบบที่แลดูพริ้วไหวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม  เน้นความลงตัวในด้านหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ให้ทั้ง แอรโรไดนามิค ฟิน มาพร้อมเทคโนโลยีโดดเด่นในการผสานการออกแบบและความลู่ลม Aero Corner ที่ให้ความลงตัวกับทางบั้นท้ายกับไฟท้ายที่เน้นในความสปอร์ตแต่ยังดูดี ตามด้วยชุดล้ออัลลอยลาย 10 ก้าน มี 2 ขนาด คือ 16 และ 17 นิ้ว โดยในรุ่น 16 นิ้ว จะอยู่ใน Toyota Camry 2.0 G จะมาพร้อมยางขนาด 215/60/R16 ส่วนในรุ่นขอบ 17 นิ้ว จัดให้ตั้งแต่รุ่น 2.5  G  ยันรุ่นท๊อปสุด มากับยาง 215/55/R17
ในห้องโดยสาร Toyota เน้นการออกแบบห้องโดยสารให้ความอบอุ่มลงตัวด้วยภายในสีเบจ มาพร้อมการตบแต่งลายไม้ ที่ในรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดาจะใช้ลายไม้สีน้ำตาลแดง ส่วนในรุ่นในไฮบริดจะใช้สีน้ำตาลดำ แต่ทั้งคู่ยังคงให้ความรู้สึกโอ่อ่า กว้างขวาง เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางจัดเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะพบได้ เช่นเดียวกับระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกควบคุมอุณหภูมิอิสระซ้าย-ขวา ที่ยังจะได้ม่านบังแดดไฟฟ้า ที่เหมาะมากสำหรับเมืองไทย
เครื่องเสียงในรุ่นเบส 2.0 G  Toyota ให้เครื่องเล่นซีดี 1 แผ่นพร้อมความกระหึ่มจากลำโพง 6ตัว แต่ในรุ่น2.5 G จะขยับเป็นเครื่องเล่น DVD 1 แผ่นพร้อมจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว ที่ให้ความลงตัวกับลำโพง 6 ตัว แต่ถ้าชอบเครื่องเสียงแน่นเปรี๊ยะ!! อาจจะต้องจัดรุ่นท๊อปที่มาพร้อมเครื่องเสียง DVD 1 แผ่นและจอสัมผัส 7 นิ้วและระบบนำทาง ให้ลำโพงระดับพรีเมี่ยม JBL 10 ตำแหน่ง ตอบโจทย์พลังเสียงรอบทิศทาง Surround 5.1 เน้นเข้มเต็มอารมณ์ทุกเส้นทาง
เรื่องขุมพลังขับเคลื่อน  All New! Toyota Camry ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 ขนาด 3 ทางเลือกตามความชอบของลูกค้า โดยเริ่มจากเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1 AZ-FE ให้กำลังสูงสุด 146 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมกำลังแรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตร/4,000 รอบต่อนาที จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด
ใหญ่ขึ้นมานิ ดToyota  แนะนำเครื่องยนต์บล็อคใหม่ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่6,000 รอบต่อนาที  ให้แรงบิดได้สูงสุด 231 นิวตันเมตร ที่ 4,100 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติใหม่ล่าสุด 6 สปีด แบบ Sequential Shift
เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันนี้ถูกพัฒนาให้มันเป็นขุมพลังไฮบริดโดยลดกำลังแรงม้าลงจากเดิม ด้วยการทำงานในแบบ Atkinson Cycle มีกำลังสูงสุดเพียง 158 แรงม้า ที่ 5,700 รอบต่อนาที เช่นเดียวกับแรงบิดสูงสุดที่ลดลงมาอยูที่ 213 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที แล้วจัดการพ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ เทียบเท่า 142 แรงม้า และให้แรงบิด 270 นิวตันเมตรในรอบตั้งแต่ 0-1500 รอบต่อนาที ที่จ่ายกำลังไฟฟ้าด้วยแบตเตอร์รี่นิกเกิลเมทัลไฮดราย ยังมาพร้อมโหมดขับขี่อัจฉริยะ  Eco mode ที่เน้นการเลือกกำลังขับเคลื่อนระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ให้เหมาะสม และ  EV mode  ที่เน้นความเงียบสนิทเหมาะต่อการเดินทางในบริเวณที่ใช้ความเร็วต่ำ
ด้านความปลอดภัย All New! Toyota Camry  ก็ยังให้ความมั่นใจได้ด้วยการให้ระบบดิสก์เบรค 4 ล้อ ที่มาพร้อมมาตรฐานชั้นนำระบบป้องกันล้อล็อค ABS  ทำงานคู่กับกระจายแรงเบรคด้วย  EBD  แถมเสริมความมั่นใจด้วยระบบ BA  โดยในรุ่นไฮบริดยังให้มากกว่า ด้วยระบบควบคุมการทรงตัว VSC  มาพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC และยังมีการช่วยออกตัวบนทางลาดชัน  HAC  โดยตั้งแต่รุ่น 2.5 G  ขี้นไป ยังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์มุมกันชนทั้ง 4 ด้าน ที่ยังให้เซนเซอร์กะระยะด้านท้ายรถ 2 จุด  เว้นในรุ่น 2.5 L  HV  Navigator

แม้จะครบครันขนาดนี้แต่ Toyota Camry ใหม่ ก็ให้ความมั่นใจยิ่งขึ้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันด้วยระบบถุงลมนิรภัยคู่หน้า โดยในรุ่นไฮบริดจะพร้อมถุงลมนิรภัยด้านข้างเพิ่มเติมจากเดิม แต่ทุกรุ่นยังมาพร้อมระบบป้องกันการบาดเจ็บที่กระดูกต้นคอ (WIL) และมั่นใจได้กับโครงสร้างนิรภัย  GOA

ทั้งนี้  New! Toyota Camry  ใหม่ มาพร้อมความหรูหรา ความทันสมัย และสมรรถนะที่พร้อมจับจองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดย Toyota  เปิดเผยว่า Toyota Camry  ใหม่จะพร้อมส่งมอบได้ตั้งแต่ปลายเดือนนี้เป็นต้นไปในรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดา ส่วนเครื่องยนต์ไฮบริด จะพร้อมในช่วงต้นเดือนเมษายน

ราคาจำหน่าย New! Toyota Camry 2012

New! Toyota Camry ..A New Era of Prestige

New! Toyota Camry 2.0 G                                       ราคา 1,299,000 บาท
New! Toyota Camry 2.5 G                                       ราคา 1,499,000 บาท
New! Toyota Camry 2.5 Hybrid (CD)                       ราคา 1,649,000 บาท
New! Toyota Camry 2.5 Hybrid (DVD)                     ราคา 1,699,000 บาท
New! Toyota Camry 2.5 Hybrid (DVD+Navigation)   ราคา 1,869,000 บาท

mitsubishi mirage สเปค

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

mitsubishi mirage สเปค

         New Mitsubishi Mirage มาพร้อมนวัตกรรมการออกแบบ ทำให้ได้มาซึ่งห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น รับกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ให้ความรู้สึกกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้โดยสารหรือคนขับ พร้อมการจัดวางพื้นที่ห้องโดยสาร ให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 5 ที่นั่ง เบาะนั่งหลังสามารถพับปรับแบบ 60:40 ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากขึ้น (ยกเว้นรุ่น GL)

พร้อมด้วยสมรรถนะ และการประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม

New Mitsubishi Mirage ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.2 ลิตร แบบ 3 สูบ DOHC MIVEC 12 Valve รองรับทั้งเบนซิน 91 และ 95 แก๊สโซฮอล์ 91, 95 และ E20 และตั้งเป้าให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 22 กิโลเมตรต่อลิตร (ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ตามมาตรฐานยุโรป UNECE Reg.101 Rev.01 Combine Mode)
ล้ำหน้ากับเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ ด้วยเสื้อสูบอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบา แข็งแรง และระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี มาพร้อม MIVEC ระบบวาล์วแปรผันที่ควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วไอดี ให้แปรผันสัมพันธ์กับอัตราเร่งในทุกๆ รอบเครื่องยนต์ และทุกสภาพการขับขี่ จึงให้ทั้งสมรรถนะ และการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม
      ตัว ถังของรถ มิตซูบิชิ มิราจ ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดได้มาตรฐานโลก ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ RISE Body เอกสิทธิ์เฉพาะของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และคานกันกระแทกด้านข้างที่ประตูทั้ง 4 บาน ที่เสริมความแข็งแกร่งด้วยส่วนรับแรงกระแทกจากเหล็กที่แข็งแรงเป็นพืเศษ High Tensile Steel จึงทำให้สามารถปกป้องแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
มั่น ใจยิ่งกว่าด้วยระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน ช่วยให้ประสิทธิภาพการเบรกดีขึ้นปลอดภัยมากขึ้น
ดรัมเบรกหลังแข็งแรง ทนทานดูแลรักษาง่าย (ยกเว้นรุ่น GL) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า (3เฉพาะรุ่น GLS และ GLS Ltd.) และเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ ช่วยลดแรงกระแทกจากการชน เมื่อเกิดการชนจากด้านหน้า รวมทั้งลดอาการบาดเจ็บที่หน้าอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบอำนวยความสะดวก และปลอดภัยตามแบบฉบับของมิตซูบิชิ
• กุญแจรีโมท พร้อมระบบควบคุมการพับ และกางกระจกมองข้างอัตโนมัติ ป้องกันความเสียหายจากการจอดรถในที่แคบ
• ไฟหน้าปิดได้เองโดยอัตโนมัติ ระบบจะตัดการทำงานของไฟหน้ารถ หลังดับเครื่องยนต์แล้วเปิดประตู ช่วยให้ไฟในแบตเตอรี่ไม่หมด
นอกเหนือจากนี้ New Mitsubishi Mirage ยัง มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากมาย อาทิ ใบปัดน้ำฝนปรับความเร็วอัตโนมัติ ในกรณีที่ฝนตก หากผู้ขับเปิดที่ปัดน้ำฝนในตำแหน่งปัดเป็นจังหวะ เมื่อรถถึงความเร็วที่กำหนด ที่ปัดน้ำฝนจะเปลี่ยนเป็นจังหวะที่ 1 โดยอัตโนมัติ และจะกลับมาที่ตำแหน่งปัดเป็นจังหวะเหมือนเดิม
เมื่อ ความเร็วลดลงหรือหยุดรถ ใบปัดน้ำฝนหลังเปลี่ยนเป็นปัดต่อเนื่อง ในกรณีเปิดใบปัดน้ำฝนหลังในตำแหน่งปัดหยุด เมื่อผู้ขับเข้าเกียร์ในตำแหน่งเกียร์ R ใบปัดจะเปลี่ยนเป็นปัดต่อเนื่อง 2 ครั้งอัตโนมัติ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีขึ้นในขณะขับถอยหลัง เพิ่มความปลอดภัยมากกว่า
รูปจาก อินเตอร์เน็ต

เวสป้า ที่สุดของความคลาสสิค

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

เวสป้า ที่สุดของความคลาสสิค

เวสป้า (อังกฤษ: Vespa) เป็นรถมอเตอร์สกู๊ตเตอร์ เริ่มผลิตที่เมืองปอนเตเดรา ในแคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1946 โดย Piaggio & Co,S.p.Aเวสป้าแพร่หลายในช่วงปี 50s และ 60s เป็นที่นิยมกันในหมู่วัยรุ่นอังกฤษ โดยเฉพาะพวก ม็อดเวสป้าในภาษาอิตาลีแปลว่า ตัวต่อ
ประวัติ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Piaggio ที่แต่เดิมมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนของเรือและส่วนเครื่องบิน หันมาผลิตเครื่องยนต์แบบง่ายในแบบ Four – Part P 108 ให้กับรถเวสป้า ที่โรงงาน Pontedera จึงเกิดความคิดที่สร้างยานพาหนะเล็กๆไว้เดินทางขนส่งและสำรวจใน โรงงานคือ MP5 หรือโดนัลดัค ซึ่งในรุ่นนี้ทำจากซากชิ้นส่วนของเครื่องบิน มันคือสกู๊ตเตอร์ หรือ รถจักรยานยนต์คันเล็กๆ
     ที่มีล้อต่ำๆ ช่วยต่อการขับขี่ไม่สิ้นเปลืองน้ำมันและราคาไม่แพงในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1945 รถเวสป้ารุ่น MP6 ก็ถูกผลิตออกมาด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่สะดวกสบาย มีล้ออะไหล่ซึ่งขับขี่แบบง่ายๆ ถ้าในเวลาขับขี่รถติดก็มีที่กำบังกันน้ำกระเด็นใส่ Enrico ได้ฟังเสียงรถ MP6 เขาร้องออกมาว่า”มันเหมือนตัวต่อร้องเลย” ตั้งแต่นั้นมา Enrico ก็เลยให้ชื่อเสียงเรียงนามเรียกรถนี้ว่า Vespa ซึ่งแปลว่าตัวต่อ (Wasp)
     รุ่นแรกเป็นสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้โครงสร้างตัวถังแบบชั้นเดียว หลังจากผลิตรถรุ่นดังกล่าวได้ประมาณ 100 คัน จึงลงมือผลิตรุ่นที่ใช้ชื่อว่า Vespa (Wasp) ออกมา รถรุ่นนี้มีความก้าวหน้ามากทั้งในด้านรูปทรงและด้านวิศวกรรม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของ Vespa
    ที่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดจนถึงกลางทศวรรษ 1990 สกู๊ตเตอร์รุ่นแรกมีขนาดเครื่องยนต์เพียง 98 cc. ต่อมาได้มีการพัฒนาให้มีขนาด 125 cc., 150 cc. และ 200 cc. ตามลำดับในประเทศไทย Piaggio Group มีตัวแทนจำหน่ายรถเวสป้า ดำเนินธุรกิจโดย บริษัท เวสปิอาริโอ ​​​(ประเทศไทย) จำกัด

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.รถยนต์

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.รถยนต์

      การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ( พ.ร.บ. ) (Compulsory Motor Insurance) หมายถึงการประกันภัยรถประเภทที่กฎหมายให้เจ้าของรถซึ่งใช้หรือมีรถไว้เพื่อใช้ ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับ ผู้ประสบภัยโดยประกันภัยกับบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบ กิจการประเภทการประกันภัยรถ โดยรัฐบาลมีเจตจำนงเพื่อให้เกิดความคุ้มครองแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชนที่ประสบภัยเป็นสำคัญ
      ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
1. เจ้าของรถ (ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถ)
2. ผู้เช่าซื้อรถ (ผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ)
3. เจ้าของรถซึ่งนำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
     ประเภทรถที่ต้องทําประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ พ.ร.บ.
รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่ รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหารที่เจ้าของมีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ ดังนั้น รถบางประเภทที่กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น ให้จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.
   ประวัติความเป็นมาประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ . ศ .2535 ได้มีการริเริ่มยกร่างเมื่อราวปี พ . ศ .2506 โดยกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าของเรื่อง โดยใช้ชื่อกฎหมายดังกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติประกันภัยรถยนต์เพื่อบุคคลที่สาม พ . ศ . ……….. ซึ่งมีหลักการสาระสำคัญโดยสรุป คือ เจ้าของรถหรือผู้มีสิทธิครอบครองรถนั้น หรือ ผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว จะต้องวางหลักทรัพย์จำนวนหนึ่งไว้กับนายทะเบียน หรือโดยการเอาประกันภัยได้กับบริษัทประกันภัยในประเทศ เพื่อให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกผู้ซึ่งได้รับอันตรายต่อร่างกาย หรือชีวิต อันเกิดจากอุบัติเหตุจากรถยนต์ที่ใช้หรืออยู่ในทาง หรือเนื่องจากสิ่งที่บรรทุกหรือติดตั้งในรถนั้น แต่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้สะดุดหยุดลงในระดับกระทรวง

ต่อมาในปี พ . ศ . 2511 และ พ . ศ . 2520 กระทรวงพาณิชย์ได้ทำการศึกษายกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นอีก การยกร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ก็มีหลักการทำนองเดียวกัน แต่ได้เพิ่มหลักการการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ว่ารถคันใดเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย และให้บริษัทประกันภัยจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทนเป็นรายปีเพื่อเป็นกองทุนสำหรับจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยกรณีที่มีปัญหา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้สะดุดหยุดลงในระดับกระทรวงอีกเช่นกัน

ครั้นต่อมาในสมัยรัฐบาลของ ฯพณฯ พล . อ . เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านได้เป็นประธานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติด้วย ได้พิจารณาเห็นว่าผู้ประสบภัยจากรถเป็นจำนวนมากไม่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย หรือได้รับแต่ไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงตกเป็นภาระของผู้ประสบภัยจากรถที่จะต้องช่วยเหลือตัวเองหรือเป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องเข้าไปดูแลให้ความช่วยเหลือทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการดำรงชีพ

 

ประกอบกับในขณะนั้น ยังไม่มีกฎหมายใดที่ให้ความคุ้มครองทางการเงินแก่ผู้ประสบภัยจากรถในรูปแบบสากลที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในประเทศต่างๆ ถึงแม้จะมีพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกและพระราชบัญญัติรถยนต์ ทีมีมาตรการบังคับอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการ ควบคุมเฉพาะรถยนต์โดยสารรับจ้าง รถยนต์บรรทุกรับจ้างและรถยนต์รับจ้างบรรทุกผู้โดยสาร ไม่เกิน 7 คน ซึ่งรถดังกล่าวมีจำนวนรวมกันแล้ว ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนรถที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศ ดังนั้น จึงได้มีคำสั่ง ที่ 16/2526 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2526 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อหามาตรการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ขึ้น คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจได้นำร่างพระราชบัญญัติประกันภัยรถยนต์เพื่อบุคคลที่สาม พ . ศ …… ฉบับหลังสุด

ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ยกร่างขึ้นนั้นนำมาพิจารณาปรับปรุงหลายบทเพื่อให้เกิดความชัดเจนและคล่องตัวในการปฏิบัติยิ่งขึ้น โดยได้เพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยวิธีการยึดรถและขายทอดตลาดรถ กรณีที่เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้มีคณะกรรมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ให้มีสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประผู้ประสบภัยขึ้นในกรมการประภัยเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับกองทุน และได้พิจารณาเปลี่ยนชื่อร่างพระราชบัญญัติเป็น “ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ . ศ . ………. แทนชื่อเดิม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ยกร่างเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ . ศ . 2528 และได้นำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความเห็นชอบในเวลาต่อมา แต่รัฐบาลก็ได้สิ้นสุดวาระลงเสียก่อน

การขับรถลุยน้ำอย่างถูกต้อง

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

การขับรถลุยน้ำอย่างถูกต้อง

    ช่วงนี้ทั่วทุกภาคของประเทศกำลังรับมือกับฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้บางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงจนสร้างปัญหาให้หลายครัวเรือน ขณะเดียวกันความช่วยเหลือจากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงคนไทยทั่วประเทศพร้อมส่งกำลังใจ และให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง
    ก่อนอื่นถ้าต้องลุยน้ำจริงๆ เราควรคะเนระดับน้ำคร่าวๆ และพิจารณาความสูงของรถคุณเองว่าน่าจะฝ่าไปได้ไหม ซึ่งถ้าเป็นรถเก๋งบ้านๆทั่วไป แล้วน้ำสูงประมาณ 5 – 10 ซม. ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าสูงกว่านั้นหรือเริ่มปิ่มๆท่อไอเสียก็ต้องระวังแล้ว
 ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับแรกคือปิดแอร์ เพราะถ้าพัดลมแอร์ทำ งานอยู่ มันจะพัดน้ำที่อยู่บนถนนกระจายไปทั่วห้องเครื่อง ส่งผลให้เครื่องยนต์ดับได้ ขณะเดียวกันช่วงน้ำท่วมมักมีเศษขยะต่างๆลอยน้ำมา แล้วอาจเข้าไปพันติดกับมอเตอร์พัดลม หรือเกี่ยวใบพัดจนเสียหาย ส่งผลต่อระบบระบายความร้อนในเครื่องยนต์ได้เช่นกันที่สำคัญควรขับช้าๆ ใช้เกียร์ต่ำ หรือถ้ารถเป็นเกียร์อัตโนมัติก็เลื่อนไปที่เกียร์ L และต้องเลี้ยงรอบให้นิ่งที่สุด
ประมาณ 1,500 รอบ ต่อนาที ส่วนบางคนที่กลัวว่าน้ำจะเข้าท่อไอเสีย แล้วยิ่งเร่งเครื่องยนต์เพราะกลัวเครื่องดับนั้นต้องบอกว่าอย่าเด็ดขาด! ไม่เช่นนั้นพวกคลื่นน้ำที่เราดันไปข้างหน้า อาจทะลักกลับมายังห้องเครื่องได้ ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าน้ำทะลักเข้าไปยังท่อไอเสียบ้างเครื่องยนต์ยังไม่ดับ เพราะที่รอบเดินเบา ท่อไอเสียจะมีแรงดันให้น้ำออกมาได้สบาย แต่ถ้าท่วมมิดหรือระดับน้ำสูงถึงเครื่องยนต์หรือฝากระโปรงอย่างนั้นไม่รอด แน่นอน
     ขณะเดียวกันหากขับรถผ่านน้ำท่วมจนถึงจุดหมายแล้ว ก็ไม่ควรดับเครื่องยนต์ทันที ควรทิ้งไว้สักพักเพื่อให้น้ำที่อาจจะค้างอยู่ในหม้อพักไอเสียระเหยออกให้หมด นอกจากนั้นควรย้ำเบรก (สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ) เพื่อไล่น้ำออกจากระบบเบรก และย้ำคลัทซ์(ในรถเกียร์ธรรมดา)เพื่อป้องกันคลัทซ์ลื่น
   ส่วนใครที่นำรถไปลุยน้ำ แล้วรุ่งเช้าพบอาการเบรกติด ก็ให้ลองสตาร์ทเครื่อง แล้วเข้าเกียร์หนึ่ง เดินหน้าไปเล็กน้อย จากนั้นกระทืบเบรกให้แรงที่สุด จากนั้นก็ทำแบบนี้อีกครั้งแต่เปลี่ยนเป็นเข้าเกียร์ถอยหลัง ทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนอาการหาย แต่ถ้าไม่หายหรือมีอาการผิดสังเกต ก็รีบนำเข้าศูนย์บริการโลด
  เอาเป็นว่าถ้าเจอน้ำท่วมเลี่ยงได้ก็เลี่ยง แต่ถ้าต้องลุยก็นำวิธีการข้างต้นไปลองใช้ พร้อมหมั่นตรวจเช็ครถอย่างสม่ำเสมอแล้วกันนะครับ

คืนภาษีรถคันเเรกให้ประชาชน

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

คืนภาษีรถคันเเรกให้ประชาชน

      ในที่สุดมหกรรมยานยนต์งานใหญ่ของปี ก็เวียนมาถึงกันอีกแล้ว สำหรับงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 33″ หรืองาน มอเตอร์โชว์ 2012 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 8 เมษายน 2555 ซึ่งในปีนี้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่กว่า 30 รุ่น รถจักรยานยนต์อีก 60 รุ่น และรถต้นแบบประหยัดพลังงานอีก 7 คัน แต่ที่ทำเอาฮือฮาไม่น้อย นั่นคือ การเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์อีก 2 รุ่นใหม่ คือ มิตซูบิชิ mirage และ ซูซูกิ swift ที่เข้าข่ายคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาลด้วย
นอกจากนี้ ค่ายรถยนต์อย่างฟอร์ด ก็ได้ส่ง ฟอร์ด เฟียสต้า ขนาดใหม่ 1.5 ลิตร มาประลองตลาดด้วยเช่นกัน จึงทำให้มีการคาดการณ์กันว่า ยอดจองรถ มอเตอร์โชว์ 2012 น่าจะคึกคักไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะรถในกลุ่มที่เข้าหลักเกณฑ์ คืนภาษีรถคันแรก

แต่ก่อนที่จะเลือกซื้อรถยนต์ เพื่อรับสิทธิ์คืนภาษีได้นั้น ผู้ซื้อต้องตรวจสอบคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ของนโยบายรถคันแรกให้แน่ชัดเสียก่อน เราจึงได้นำหลักเกณฑ์การคืนภาษีรถคันแรก มาย้ำเตือนกันอีกครั้ง ดังนี้

1. ต้องเป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อ
2. ต้องทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2554-31 ธันวาคม พ.ศ.2555
3. เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคัน
4. เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/รถกระบะ (Pick up)/รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab)
5.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)
6. คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคัน
7. ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
8. ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี หากผู้ซื้อรถไม่สามารถผ่อนต่อได้ หรือมีเหตุอย่างอื่น จะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับให้กรมสรรพสามิต หากไม่ดำเนินการ ทางกรมสรรพสามิตจะใช้วิธีการทางศาล เพื่อให้สั่งให้คืนทะเบียนรถยนต์
9. การคืนเงินจะคืนเมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปีไปแล้ว โดยจะเริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป ซึ่งกรมสรรพสามิตจะจ่ายผ่านทางเช็คเงินสดครั้งเดียวเต็มจำนวน
10. สามารถซื้อรถแบบเงินผ่อนผ่านไฟแนนซ์ หรือเงินสดก็ได้
11. รถมือสองไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ เนื่องจากรถมือสองไม่มีภาษีสรรพสามิตในการซื้อ-ขาย

หากผู้ซื้อมีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ดังข้างต้นแล้ว ก็เตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอใช้สิทธิ์ซื้อ “รถคันแรก” ได้เลย ซึ่งประกอบไปด้วย…
1. สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (ในกรณีเช่าซื้อ)
4. สำเนาคู่มือการจดทะเบียน
5. หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนรถยนต์คันแรกภายใน 5 ปี
6. หลักฐานการซื้อขายรถยนต์ (ใบจอง/สัญญาซื้อขาย)
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ จะส่งหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อขอตรวจสอบการครอบครองรถยนต์คันแรก และแจ้งการสละสิทธิการโอนภายใน 5 ปีของผู้ซื้อ ก่อนที่กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบและบันทึก “ห้ามโอนภายใน 5 ปี” ลงในคอมพิวเตอร์และในสมุดคู่มือการจดทะเบียน
จากนั้น กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดจะส่งหนังสือรับรองให้กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และจะสั่งจ่ายเช็คเงินสดคืนให้แก่ผู้ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบจากราคารถยนต์ และอัตราภาษีของรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ในท้องตลาด เพื่อคิดเป็นสัดส่วนเงินภาษีที่จะได้รับคืน จะพบว่า…
รถอีโคคาร์ ราคาประมาณคันละ 3.75-5.4 แสนบาท เก็บภาษี 17% ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนเฉลี่ย 45,000 บาท
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (ไม่เกิน 1,500 ซีซี) ราคาประมาณคันละ 5-7 แสนบาท เก็บภาษี 25% ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

รถกระบะ 2 ประตู ราคาประมาณคันละ 3-5 แสนบาท เก็บภาษี 3% ผู้ซื้อจะได้รับเงินเฉลี่ย 10,000 บาท
รถกระบะ 4 ประตู ราคาประมาณคันละ 7-8 แสนบาท เก็บภาษี 12% ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนเฉลี่ย 60,000 บาท

การใช้งานแบตเตอรี่เครื่องยนต์

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

การใช้งานแบตเตอรี่เครื่องยนต์

ฤดูกาลท่องเที่ยวมาถึง เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนวางแผนเดินทาง  ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม โดยเฉพาะถ้าใครที่เดินทางโดยรถยนต์เพราะบาง
ครั้งเมื่ออากาศเย็นลง   อาจเกิดปัญหาเครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก   ทำให้การเดินทางหมดสนุกได้

การวอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์ เป็นการกระตุ้นการทำงานของเครื่องยนต์  และตรวจเช็คสภาพความพร้อมระบบต่างๆ ของรถยนต์  เพราะเวลา
อากาศเย็น  ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์จะลดน้อยลง  เพราะน้ำมันหล่อลื่นจะเกิดการจับตัวและมีความหนืดมาก  ทำให้การขับเคลื่อนของ
เครื่องยนต์ช้าลง   ถ้าไม่ได้วอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์อาจทำให้อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนเกิดการสึกกร่อนได้ง่าย

“วอร์มแบต” ให้อุ่น “สตาร์ท” ปลอดภัย

1. ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ ควรเช็คระบบเกียร์ทุกครั้ง  สำหรับระบบเกียร์ธรรมดา เกียร์ควรอยู่ในช่องเกียร์ว่าง  ส่วนระบบเกียร์อัตโนมัติ  ควรอยู่ที่
N หรือ P จากนั้นดึงเบรกมือไว้  เพื่อป้องกันการเคลื่อนของรถยนต์ขณะสตาร์ท

2. ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในรถยนต์ทั้งหมด เช่น เครื่องปรับอากาศ, เครื่องเสียง และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ต้องใช้ไฟจากแบตเตอรี่   เพื่อให้แบต
เตอรี่มีกำลังไฟที่เพียงพอในการสตาร์ท

3. บิดกุญแจไปยังตำแหน่ง ON  เพื่อเช็คการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งไฟสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดทุกครั้ง  ถ้าไม่มีสัญญาณไฟเตือน จึงค่อยๆ สตาร์ทเครื่องยนต์  เพื่อวอร์มเครื่องยนต์และชาร์จประจุไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่

4. การวอร์มเครื่องยนต์ทุกครั้ง    ควรหลีกเลี่ยงวิธีการเหยียบคันเร่งหรือเคลื่อนที่รถยนต์    ควรใช้วิธีสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้เครื่องยนต์และอุปกรณ์ยานยนต์ต่างๆ มีอุณหภูมิสูงขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการวอร์มเครื่องยนต์ในสถานที่ปิด  หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก  เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งมี
อันตรายต่อร่างกาย

ช่วงระยะทาง 1-2 กิโลเมตรแรกในการขับรถยนต์   ไม่ควรขับรถเร็วเกินไป  เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของน้ำมันหล่อลื่น

การวอร์มเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ก่อนการขับรถยนต์ เป็นการกระตุ้นหรือเพิ่มอุณหภูมิให้เครื่องยนต์อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน และเป็นการรักษา
อุปกรณ์ยานยนต์ไม่ให้เกิดการสึกกร่อนก่อนเวลาอันควร   นอกจากนี้ ควรเช็คระบบการทำงานของเครื่องยนต์  ทั้งระบบไฟส่องทาง, ไฟสัญญาณ  ล้อ
ยางและลมยาง   หรือส่วนสำคัญส่วนอื่นๆ รวมทั้ง “แบตเตอรี”  ก่อนการขับรถทุกครั้งเพื่อความมั่นใจและปลอดภัยตลอดทุกเส้นทาง

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วิธีการกันขโมยรถยนต์ที่ดีที่สุด

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

วิธีการกันขโมยรถยนต์ที่ดีที่สุด

(1) ล็อคมันไว้  Lock it
- ล็อคกุญแจ ไม่ว่าจะในบ้าน-นอกบ้าน จอดนาน-ไม่นาน รถที่ล็อคมีโอกาสหายน้อยลง 3.55 เท่า และรถที่หายส่วนหนึ่งมีกุญแจ แต่ลืมล็อค
- ใช้ที่ล็อครถอย่างน้อย 2 ระบบที่ใช้กลไก หรือรูปแบบการป้องกันไม่เหมือนกัน ต่างยี่ห้อกันมาใช้
- ล็อครถชนิดที่มีลักษณะเป็นวงรอบ (disc lock) หรือล็อคตัวยู (U-lock) จะดีกว่าแบบคีบหรือหนีบ (fork lock) …
- ใช้โซ่ล่ามไว้กับเสา หรือสิ่งที่ยึดติดกับพื้นดีกว่าไม่ใช้โซ่
- ล็อคกุญแจหรือโซ่ให้แน่นมีโอกาสหายน้อยกว่าล็อคหลวมๆ (ยิ่งหลวมยิ่งตัดหรือทุบได้ง่ายขึ้น) …
- การทำระบบป้องกันขโมยแบบทำเอง เสริมเข้าไปอีกช่วยได้มาก แต่ควรใช้ร่วมกับระบบล็อคทั่วไปด้วยเสมอ เช่น จากล็อค 2 ระบบเพิ่มเป็น 3-4 ระบบ
- ถ้าซื้อรถใหม่ (ไม่ว่าจะมือ 1 หรือ 2)… ต้องเปลี่ยนระบบกันขโมยใหม่เสมอ ระบบกันขโมยที่ติดตั้งก่อนซื้อรถอาจถูกทำสำเนากุญแจไว้แล้ว

(2) ปกปิดมันไว้  Cover it
- ก่อนให้ใครเข้ามาใกล้บ้าน หรือเข้ามาในบ้านต้องปกปิดทรัพย์สินมีค่าเสมอ
- ระวังพวกที่ชอบสอดรู้สอดเห็น เช่น พนักงานติดตั้งเครื่องไฟฟ้า หรือคนงานสำนักงานที่ชอบถามเรื่องซอกแซกในบ้าน ฯลฯ มักจะเป็นสายให้โจร หรือเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ …
- อย่าทำตัวรวย เช่น ใส่ทอง ทำตัวหรู ฯลฯ หรือจอดรถไว้ให้คนที่ผ่านหน้าบ้านเห็นได้ง่าย… ควรหาผ้าคลุมแบบราคาไม่แพงมาคลุมไว้(ถ้าทำได้) โดยเลือกผ้าคลุมแบบราคาไม่แพง ยิ่งแพงยิ่งเสี่ยง …
- ไม่ควรวางสิ่งของมีค่าไว้ในรถยนต์ หากจำเป็นควรเก็บซุกซ่อนให้มิดชิด ไม่ควรวางไว้ที่เบาะนั่ง เพราะจะเป็นการล่อให้คนร้ายกระทำความผิด

(3) พิจารณาติดตั้งเครื่องกันขโมยแบบส่งเสียงดัง Consider an alarm 
- เครื่องกันขโมยแบบนี้จะใช้ได้ดีต้องมีเสียงแปลกๆ ไม่เหมือนแตรค้าง
- ระบบเตือนภัยขโมยผ่านโทรศัพท์มือถือ ถึงแม้เรื่องนี้จะยังไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน(อาจเป็นเพราะราคาแพง) … แต่ในอนาคต จะมีการเชื่อมโยงระบบดังกล่าวกับแผนที่ดาวเทียม GPS เพื่อระบุพิกัดให้ตำรวจติดตามได้ทันที …

(4) อย่าโชว์ความรวยหรู Don’t be a show-off 
- จอดรถไว้ในบ้าน ปิดประตูรั้ว และล็อครั้วบ้านเป็นประจำ… อย่าจอดรถโชว์ไว้หน้าบ้าน
- อาจารย์ท่านกล่าวไว้ดี คือ “It’s simple: The more your bike is out of sight, the more it’s out of a thief’s mind.” = “หลักการง่ายๆ คือ อะไรที่อยู่นอกสายตา(รถ) ก็จะอยู่นอกหัวใจขโมย” …

(5) เสริมรั้วให้แข็งแรง Reinforce your garage 
- ควรใช้รั้วที่แข็งแรง ติดสัญญาณกันขโมยรั้วไว้ด้วย (ที่รถก็ติด… ที่รั้วก็ติด)
- ถ้าใช้รถมอเตอร์ไซค์… ให้ทำห่วงยึดติดไว้กับพื้น แล้วล่ามโซ่หนักๆ ยึดรถติดไว้กับพื้นด้วย ล็อคกุญแจหลายๆ ระบบด้วย …
- ควรติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด หรือระบบความปลอดภัยทั้งในตัวบ้านและโรงรถ(ถ้าเป็นไปได้) และติดตั้งเครื่องกีดขวาง เช่น ถังที่เวลาเลื่อนจะเกิดเสียงดัง ฯลฯ ขวางไว้อีกชั้นหนึ่ง …

(6) ทำให้รถใช้การไม่ได้(ชั่วคราว) Disable your bike or car 
- คนที่ชำนาญเรื่องช่างอาจถอดอุปกรณ์รถง่ายๆ เช่น ถอดฟิวส์ (fuse) รถออก ทำสัญญาณตัดไฟ (ชนิดทำเองมีแนวโน้มจะได้ผลดี โดยเฉพาะถ้าคิดแบบที่โจรทั่วไปไม่รู้จักได้) ฯลฯ เก็บไว้กับตัวก่อนจอดรถทิ้งไว้
- โจรและขโมยส่วนใหญ่ก็คล้ายกับนักลงทุนทั่วไป คือ มักจะชอบอะไรที่ “ง่ายๆ” มากกว่า “ยากๆ” และจะเลือกรถที่ขโมยได้ง่ายกว่าในเวลาเท่าๆ กันเสมอ …

(7) เลือกที่จอดรถให้รอบคอบ Choose parking spots carefully 
- อย่าจอดรถในจุดอับสายตา โจรและขโมยจะทำงานได้ง่ายขึ้น
- เลือกจอดใกล้ๆ จุดที่มีคนอยู่ประจำแทนการจอดไกลๆ หรือฝากรถไว้ถ้าเป็นไปได้ และจอดในที่ที่มีแสงไฟสว่างพอ
- ถ้ามีรถคันอื่นขับตาม… ควรพิจารณาเปลี่ยนแผนการเดินทาง และรีบไปยังที่ที่ปลอดภัยทันที
- ถ้าฝาที่เติมน้ำมันชนิดที่ต้องใช้กุญแจไขหาย… ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ถูกปั๊มกุญแจไปแล้ว…

(8.) ระวังพวกขอลองรถ Be wary of test rides 
- เราซื้อหรือผ่อนรถมาใช้ ไม่ใช่ให้คนอื่นลองขับ เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาขอลองขับรถของเรา
- ถ้าขอดูรถซื้อขาย, หรือ นัดพบในที่เปลี่ยว ให้ระวัง
- ควรฝึกล้างรถด้วยตนเอง… การให้พนักงานล้างรถ “ลองขับ” รถตอนนำรถไปทำความสะอาดเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรลอง เพราะอาจถูกก๊อปปี้กุญแจ ทำสำเนาสัญญาณกันขโมย และขโมยรถในเวลาต่อมาได้
- ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการล้างรถ หรือศูนย์บริการ… ควรให้กุญแจไปน้อยดอกที่สุด และให้เฉพาะกุญแจรถดอกเดียว อย่าให้กุญแจล็อคระบบอื่นๆ และอย่าให้กุญแจบ้าน เพราะจะเสี่ยงของในบ้านหาย …
- เมื่อนำรถไปซ่อม ควรเฝ้าดู และรอรับรถกลับ หากต้องฝากรถไว้ ให้เลือกอู่ที่รู้จักเป็นการส่วนตัว ไว้ใจได้

(9) ทำร่องรอยไว้ Mark your territory 
- ขโมยรถอาจนำรถไปขายทั้งคัน หรือถอดขายเป็นชิ้นๆ… การจดหมายเลขเครื่อง (ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลไว้ก่อน) และชิ้นส่วนต่างๆ ไว้
- การติดชื่อหรือเครื่องหมายไว้ซ่อนไว้ในที่พิเศษในรถอาจช่วยให้ตำรวจติดตามรถได้ดีขึ้น ..
- บริษัทผู้ผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์ที่พัฒนาระบบกันขโมยได้ดีมีแนวโน้มจะได้รับความเชื่อถือมากขึ้นในระยะยาว เช่น ศูนย์บริการรถของตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ ควรมีระบบตรวจสอบว่า รถคันนี้ขโมยมาหรือไม่เสมอ ฯลฯ

(10) ลดความเสี่ยง 
- การเลือกรถรุ่นที่ “ดีอันดับสอง” จะช่วยให้ประหยัด มีเงินเหลือไว้เติมน้ำมัน หรือทำประกันรถหายได้
- การใช้รถยี่ห้อหรือรุ่นที่โจรชอบน้อยลงเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจช่วยป้องกันรถหายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งติดตามสอบถามได้จากเว็บไซต์ของตำรวจไทย  …
- นอกจากนั้นการที่เพื่อนบ้านจะช่วยกันเป็นหูเป็นตา ช่วยกันเฝ้าบ้าน หรือรวมกลุ่มกันจ้างทีมงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ไว้ช่วยอีกแรงหนึ่งก็ช่วยลดความเสี่ยงได้มากเช่นกัน …

(11) การขายดาวน์รถ 
- ดาวน์รถมาเพื่อขับขี่เท่านั้น ไม่นำไปให้ผู้อื่นเช่า  หรือขายดาวน์ โดยทำสัญญาโอนลอย วิธีขายดาวน์ที่ถูกต้อง ต้องพากันไปเปลี่ยนสัญญาซื้อขายที่ไฟแนนท์เท่านั้น
- ระมัดระวังแก๊งหลอกซื้อดาวน์ จะปลอมแปลงเอกสารบัตรประชาชน และว่าจ้างให้บุคคลอื่นมาขอซื้อดาวน์แทน  แล้วเชิดนำรถหนีไป

(12) เมื่อรถหายทำอย่างไร
- แจ้งผ่านทางสายด่วน 1599  หรือ ทางเวปไซต์ www.lostcar.go.th  ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลรถหาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามรถที่ถูกโจรกรรมหรือ สามารถตรวจสอบรถว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมาหรือไม่
- แจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด

(13) ทำประกันภัยภาคสมัครใจ
- ทำประกันภัยรถหายไว้ หากรถหายก็ยังมีค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยมาช่วยบรรเทาความเสียหาย (เค้าทำกันทั่วโลกแล้ว เหลือบ้านเรานี่แหละไม่ค่อยทำกัน)
- ไม่ควรยินยอมให้เด็กหรือเยาวชน ที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ หรือยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ นำรถไปใช้

การเติมลมยางอย่างถูกต้อง

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

การเติมลมยางอย่างถูกต้อง

การเติมลมยางถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการดูแลรักษายางรถยนต์ ถ้าขาดการดูแลที่ดี จะเกิดผลเสียดังนี้

เติมลมน้อยเกินไป 
ยางจะบวมล่อนได้ง่ายอายุการใช้งานลดลง ดอกยางสึกผิดปกติอาจจะสึกที่ขอบยางข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างสึกที่ไหล่ยาง
หรือสึกที่ปลายดอกมีความฝึดที่ผิวสัมผัสมากซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง กว่าปกติ


เติมสูบลมมากเกินไป 

เมื่อได้รับแรงกระแทกจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง ดอกยางโดยเฉพาะกลางหน้ายางจะสึกมากถ่ายเทการสั่นสะเทือน หรือการ กระแทกขึ้นสู่ตัวรถได้มาก ขาดความนุ่มนวล

การเติมลมของยางล้อคู่ 
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมลมและรักษาระดับแรงดันลมในล้อคู่ให้เท่ากัน ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นยางเส้นที่มีแรงดันมากจะรับน้ำหนักมาก
ชำรุดเสียหายง่ายสึกหรอผิดปกติเส้นที่เติมลมน้อยจะรับน้ำหนักน้อยการสึกของ ยางจะไม่เรียบเสมอกัน หรือสึกอย่างผิดปกติ

- ไม่ควรปรับความดันลมยางในขณะยางร้อน เนื่องจากความร้อนทำให้อากาศขยายตัว
- ยางเรเดียลเส้นลวดต้องเติมลมมากกว่ายางผ้าใบธรรมดา

ความแตกต่างของแรงดันลมเพียง 1 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 14 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 400 ก.ก. ถ้าแรงดันลมต่างกัน 2
ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 800 ก.ก. ในกรณีแรงดันลม ต่างกัน 2 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว
ยางเส้นที่เติมลมมาก จะมีอายุใช้งานเพียง 70% เส้นที่ลมยางอ่อนจะมีอายุการใช้งานเหลือเพียง 45% การเติมลมให้เท่ากันจึงมี
ความจำเป็นอย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้น จึงควรเติมลมให้พอดีตามเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด หรือพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งาน นอกจากต้องเติมลมให้
ถูกต้องแล้วจะต้องมีการตั้งศูนย์ล้อ ตั้งมุมของล้อหน้า ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรฐานของรถยี่ห้อนั้นๆ อีกด้วย

การตรวจเช็คลมยางควรตรวจเช็คในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ และเพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่บริษัท
รถกำหนด

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเก็บยางไว้นานๆ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ยางสัมผัสกับความร้อน แสงแดด ลม ฝน ความชื้นน้ำมัน
และสารเคมีต่างๆ หากสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ อายุการใช้งานของยางก็จะยาวนานขึ้น

ตัวเลขและสัญลักษณ์บนแก้มยาง

ตัวเลขและตัวอักษรต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนแก้มยางรถยนต์นั้น สามารถบ่งบอกถึงคุณสมบัติของยางได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นขนาดของ
ยาง เช่น หน้ากว้าง ซีรี่ส์ ขนาดขอบกระทะล้อ และยังบ่งบอกถึงขีดจำกัด ความเร็วสูงสุด, ดัชนีในการรับน้ำหนักของยางเส้นนั้นๆ รวม
ไปถึงคุณสมบัติอื่นๆ อีกด้วยซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวถือว่าเป็นข้อมูลทั่วๆไป ที่ท่านเจ้าของรถควรจะทราบเพื่อที่จะได้เลือกซื้อยางในครั้ง
ต่อไปได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับรถยนต์ของท่าน

195/60R14 85H
195    คือ    ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
60    คือ    ซีรีส์ยาง
R    คือ    โครงสร้างยางแบบเรเดียล
14    คือ    เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว
85    คือ    ดัชนีในการรับน้ำหนักของยางต่อเส้น
H    คือ    ขีดจำกัดความเร็วสูงสุด

สำหรับความหมายของตัวเลขและตัวอักษรบนแก้มยางรถกระบะ มีลักษณะดังนี้

195R14C 8PR
195    คือ    ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
R       คือ    โครงสร้างยางแบบเรเดียล
14     คือ    เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว
C      คือ    ยางที่ใช้เพื่อการขนส่ง (มาจากคำว่า commercial)
8PR    คือ    อัตราชั้นผ้าใบเทียบเท่า 8 ชั้น
(ในส่วนของซีรีส์ ถ้าไม่ได้ระบุ คือ ซีรีส์ 80)

ความหมายของตัวเลขและตัวอักษรบนแก้มยางรถขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมีลักษณะดังนี้

31×10.5R15
31    คือ    เส้นผ่าศูนย์กลางยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
10.5    คือ    ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
R    คือ    โครงสร้างยางแบบเรเดียล
15    คือ    เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว

ที่มา : http://www.bridgestone.co.th