Featured Post

ประวัติความเป็นมาของ BMW ก

ประวัติความเป็นมาของ BMW Friedrich Karl Rapp คือชื่อของผู้ก่อตั้ง BMW   หนึ่งของโลกที่ใหญ่ที่สุด บริษัท ผลิตรถยนต์ทั่ว BMW หรือชื่อเต็มในภาษาเยอรมันว่า  Bayerische Motoren Werke (Bavarian Motor Works) ก่อตั้งขึ้นในปี 1916 เป็นผู้สืบทอดที่ Rapp มอเตอร์ หลายคนคิดว่าโลโก้ของ BMW มาจากใบพัดสีขาวหมุนเห็นพื้นหลังของสีฟ้าที่ นี้อาจจะให้ แต่ในความเป็นจริงมันเป็นที่รู้จักกันว่ายังมาจากธงสีขาวและสีฟ้าของบาวา เรีย  รัฐใหญ่ที่สุดของเยอรมนี เมืองหลวงของรัฐคือมิวนิ คและเป็นสถานที่ที่แม้วันนี้เราสามารถหาสำนักงานใหญ่ BMW ในปี 1916 ด้วยรากฐานของ บริษัท สัญญาเป็นหลักประกันสำหรับการสร้างเครื่องมือ V12 เครื่องมือเหล่านี้จะถูก ใช้ในการสร้างรถยนต์จาก Austro – Daimler นี้ 12 ถังเครื่องยนต์ V ที่ใช้เป็นครั้งแรกในเครื่องบินซึ่งเป็นแผนเดิมของ บริษัท BMW การบัญชีเวลาที่ บริษัท ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นอย่างมากจะให้พวกเขาต่อไปเช่นนั้น แต่ใน 1919 หลังสงครามโลกครั้งและสนธิสัญญาแวร์ซายการผลิตเครื่องบินในประเทศเยอรมนีได้ ห้ามและที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วการเมืองของ BMW พวกเขาเริ่มทำเบรกสำหรับ การขนส่งทางรถไฟ หลังจากที่ BMW ก็สามารถออกแบบเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ซึ่งใช้สำหรับการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ ที่มีชื่อเรียกว่ารุ่น Victoria Victoria แต่ไม่ได้สร้างโดย BMW แต่ บริษัท อื่นใน Nuremberg 1924 BMW ทำในรูปแบบของรถจักรยานยนต์ที่เป็นครั้งแรกหนึ่งพวกเขาสร้าง  R32 นี้เป็นจุดเปลี่ยนใน ประวัติศาสตร์ BMW เพราะมันเป็นความสำเร็จที่สำคัญและทศวรรษที่พวกเขาใช้เทคโนโลยี 500 ซีซีของเครื่องยนต์เย็นลงโดยอากาศ หลังจากที่ BMW เพิ่มหนึ่งนวัตกรรมใหม่ driveshaft มาแทนสายสำหรับการขับขี่ ที่ล้อหลังและเป็นเครื่องหมายของ BMW สำหรับค่อนข้างบางเวลา ในเยอรมันเมือง Eisenach ในปี 1927 เริ่มผลิต Dixi  ภายใต้ใบอนุญาต แต่เพียงหนึ่งปีหลังจากที่ บริษัท Dixi ถูกซื้อโดย BMW และพวกเขาเริ่มผลิตมวลร่วมกับรุ่น Austin Seven เมื่อสงครามโลกครั้งที่ เริ่ม BMW เอาสถานที่ในนั้นเพราะทางฝ่ายกองทัพของเยอรมัน พวกเขาใช้ BMW R75 พร้อมกับ BMW R12 เพราะต้องสูงของเครื่อง ยนต์ BMW บันทึกที่ระยะเวลาเป็นผลกำไรสูง BMW เป็นผู้ผลิตหลักและแม้คำนี้เช่น Wehrmacht Luftwaffe และนำความทรงจำมากมาย ของเครื่องบินที่ดีที่สุด ในครั้งประวัติศาสตร์ที่ใช้ BMW เครื่องยนต์ – Aero และจนถึง 1945 กว่า 30 000 เครื่องบินกับเครื่องมือเหล่านี้ผลิต BMW ได้ทำวิจัยซึ่งทำให้ บริษัท เพื่อให้เครื่องยนต์เจ็ทที่แตกต่างกันสำหรับอาวุธ ด้วยการใช้อำนาจบางคนซึ่ง ประกอบด้วยส่วนใหญ่นักโทษของสงคราม BMW ที่ทำอาวุธจรวดตามจำนวนมากที่ถูกใช้ในสงคราม หลังจากการสร้างอาวุธจรวด ตามส่วนของ บริษัท มี bombed โซเวียตวอดส่วนใหญ่ของ บริษัท ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของเยอรมนีและโรงงานฐานในมิวนิคถูกทำลายเกือบสมบูรณ์ หลังจากสงคราม BMW ไม่สามารถกู้คืนได้อย่างรวดเร็วเพราะต้องสร้างโรงงานในมิวนิคที่ หลังจากที่เมื่อข้อ จำกัด จากพันธมิตรที่ใช้กับ BMW ถูกห้ามยาวสามปีที่ บริษัท ถูกห้ามจากการผลิตรถจักรยานยนต์และรถยนต์จน 1948 ถึง 1952 ใน 1951 บริษัท บาวาเรียก็สามารถคืนเครื่องหมายการค้าและมันดูเหมือนเป็นที่สุดสามารถกู้และ เริ่มต้นใหม่จากสิ่งที่เหลือ ในปี 1959 Herbert Quandt กลายเป็นล้อ”ที่เปิด BMW รอบเพราะเขาปฏิเสธจัดการกับ Daimler – Benz และทันทีหลังจากที่เขาเพิ่มขึ้นของหุ้นใน บริษัท BMW ได้ถึง 50% ชื่อของ Kurt Golda เป็นดังคนที่ incited Quandt ทำขั้นตอนนี้และในปีเดียวกัน BMW เริ่มผลิตของ BMW 700 ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของ BMW 600 นี้รถยนต์ขนาดเล็กใช้ 2 สูบอากาศเย็นเครื่องยนต์และหลายปีต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น LS” Coupe และชุดรถคับเบรียเลต์บางคนยังผลิต ในปี 1963 BMW เสนอเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นของ บริษัท และในปี 1966 โรงงานในมิวนิคมาถึงความจุสูงสุดและ BMW ซื้อ Hans Glas GmbH ข้อนี้ใช้ BMW เพื่อใช้ในโรงงาน Landshut และ Dingolfing กับรูปแบบใหม่ที่ให้ Bertone ในปี 1972 BMW เริ่มผลิตชุดใหม่ 5 และในปีต่อ บริษัท ที่ทำก้าวหน้าใหญ่ในตลาด 6 ปีภายใต้การนำของ Bernd Pischetsrieder BMW ได้สามารถขยายการจัดการในตลาดโดยการซื้อจาก British Aerospace Rover Group ประวัติ Rover กลุ่มเริ่มต้นในปี 1986 และจนถึงขณะเมื่อ BMW มันเป็นของ บริษัท นี้ก็สามารถบรรลุสิ่งหลายอย่างเช่น Rover 400 ในปี 1990 แต่ Rover ถูกขายให้กับ Phoenix Holdings Venture และ Ford Motor Company เพราะบางปีขาดทุน BMW ตลกกดเรียก Rover”ผู้ป่วยอังกฤษ”หลังจากที่ออกภาพยนตร์ที่คนชื่อซ้ำกับคนอื่น นี้ แต่ไม่ยากที่ BMW และพวกเขาได้งดเว้นจากการตำหนิ ดูเหมือนว่าแม้แต่กด British ไม่มากกระตือรือร้นเกี่ยวกับ Rover BMW เริ่มผลิตนอกประเทศเยอรมนีในปี 1994 โรงงานใหม่ที่ทำใน South Carolina และวันนี้ยังผลิต BMW X5 และ BMW Z4 ทำมี มีโรงงานในสถานที่อื่น ๆ บางอย่างก็เป็นเช่น Oxford, Goodwood และอื่นๆ หลังจากเวลาในการชุมนุม BMW เริ่มผลิตในแอฟริกาใต้ ส่งออกวันนี้ BMW กว่า 50 000 3 คัน Series ปีญี่ปุ่น, อเมริกา, แอฟริกา, ออสเตรเลียและตะวันออกกลาง เพื่อรองรับตลาดในยุโรป ตะวันออกและตะวันออกกลาง BMW วางแผนที่จะเริ่มการก่อสร้างโรงงานใหม่หรืออยู่ในไซปรัสกรีซ พืชใน Chennai, อินเดียแล้วเปิดการผลิตในปี 2007 โดยปกติแล้วรถยนต์ BMW จะมีการบอกรุ่น และ รหัสต่างๆไว้ที่ด้านท้ายของรถตรงตำแหน่งด้านขวาของฝากระโปรงท้าย ยกตัวอย่าง เช่น 318iA, 523iA, X5 4.4 เป็นต้นซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะบอกถึง ซีรี่ย์ของรถ และขนาดเครื่องยนต์ไว้ซึ่งเราสามารถแยกแยะ ได้ดังนี้ ในกรณีที่บอกเป็นตัวเลข 3 หลัก เช่น 318iA เป็นต้น - ตัวเลขตัวแรกจะบอก ซีรี่ย์ของรถ เช่น 3 ก็จะหมายถึงซีรี่ย์ 3 ซึ่งในปัจจุบันจะมีใช้อยู่ก็คือ ซีรี่ย์ 3, ซีรี่ย์ 5, ซีรี่ย์ 7, ซีรี่ย์ 8 (หมดการผลิตรุ่นปัจจุบันไปแล้วคาดว่าจะมีรุ่นใหม่ในอนาคต), ซีรี่ย์ 6 (ตอนนี้ไม่มีแล้วเช่นกัน แต่อีกไม่นานคาดว่าจะเปิดตัว โดยโครงสร้างหลักจะเป็นรถต้นแบบ Z9) และ ซีรี่ย์ 1 ซึ่งจะเปิดตัวในอนาคต - ตัวเลข 2 ตัวหลังจะบอกขนาดเครื่องยนต์ที่ใช้ เช่น 18 ก็จะหมายถึง เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เป็นต้น แต่ตัวเลขนี้อาจจะไม่ตรงกับ ขนาดเครื่องยนต์ที่แท้จริงนัก เนื่องจากหลังๆ BMW มักจะเพิ่มขนาดเครื่องจนสูงกว่าตัวเลขนี้ไปเช่น 318i E46 ก็จะมีขนาดเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร หรือตัว minorchange ก็จะเป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เป็นต้น - รหัสตัวอักษรข้างหลังจะบอกรายละเอียดอื่นๆ ดังนี้ S = Sport Model    ใช้กับรุ่นสปอร์ท หรือ 2 ประตู เช่น 318is(รุ่นหลังๆจะใช้ C) E = Economy engine    มาจากภาษากรีก “eta” ซึ่งมีความหมายว่า “Efficiency” ใช้กับรุ่น 325e และ 528e T = Turbocharger engine    ถ้าใช้ t ตัวเดียวหมายถึงเครื่องยนต์ดีเซล ถ้าเป็น td หมายถึง turbodiesel ถ้าเป็น tds หมายถึง Intercooled turbodiesel T = Touring    รุ่นหลังๆ t จะหมายถึงรุ่น touring ที่เป็นตัวถังแบบ Wagon X = All wheel drive model    ใช้กับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ในรุ่น E30 ใช้เป็น ix ส่วนในรุ่นใหม่ E46 ใช้เป็น xi L = Long wheel base model    ใช้กับรุ่นฐานล้อยาวในซีรี่ย์ 7 บางครั้งใช้นำหน้าเช่น L7 ซึ่งนอกจากฐาน ล้อยาวแล้ว ยังเป็นรุ่นตกแต่งพิเศษด้วย (Luxury) C or CS = Coupe    ใช้กับรุ่น 2 ประตู บางครั้งใช้ร่วมกับตัว S เช่น CS Coupe sport A = Automatic transmission    ใช้กับรุ่นที่เป็น เกียร์ออโตเมติก SE = Special edition    รุ่นพิเศษ ในบ้านเรา เช่น 318iASE เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีรถรุ่นอื่นๆที่ไม่ได้ใช้เลข 3หลักบอกซีรี่ย์อีกเช่น Z3, Z8, Z9, X5, และตัวแรงรหัส M3 และ M5 ซึ่งในบางรุ่นจะ บอกขนากเครื่องยนต์ไว้ต่อท้าย เช่น Z3 1.8i, X5 3.0i หรือ 4.4i เป็นต้น ส่วนรหัส M ก็จะหมายถึง Motorsport โดยเริ่มจาก M1 และตัวที่โด่งดังที่สุดคือ M3 นอกจากนี้ก็มี M5 และ M6 ต่อจากรุ่นก็เป็นรหัสตัวถัง รหัสตัวถังในรุ่นใหม่จะใช้ E นำหน้า ปกติแล้วใช้เป็นการภายในของ BMW เองแต่กลับแพร่ หลายออกมาจนคนทั่วไปก็นำมาเรียกขานกัน ในบางรุ่นจะมีรหัสพิเศษต่อท้ายอีก แต่คงไม่ได้นำมาพูดถึง เช่น รหัส E36/7 จะหมายถึง Z3 ตัวปัจจุบัน เป็นต้น ที่มา http://www.bmwworld.com

Read More

Isuzu D-Max รุ่นใหม่ล่าสุด

Posted by noum77 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-09-2012

0

Isuzu D-Max รุ่นใหม่ล่าสุด

       เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอมขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก อีซูซุคลับ , เฟซบุ๊ก All-New Isuzu D-Max  อีซูซุเปิดตัวปิกอัพรุ่นใหม่ “อีซูซุดีแมคซ์ รุ่นใหม่หมด” เริ่มวางจำหน่าย 14 ตุลาคมนี้
 
        เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา มร. ฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์จำกัด ได้เปิดตัวปิกอัพรุ่นใหม่ “อีซูซุดีแมคซ์ รุ่นใหม่หมด” (the All-new Isuzu D-Max) ที่เป็นการพลิกโฉมหน้าปิกอัพรุ่นใหม่ ด้วยการผสานเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์และเทคโนโลยียานล้ำสมัย ความเร็วประหนึ่งรถไฟหัวกระสุน กำหนดมาตรฐานใหม่ อีกทั้งคิดค้นและสร้างสรรค์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถปิกอัพทั่วโลกอย่างแท้จริง
งานเปิดตัว isuzu 2012
          โดยคนไทยจะได้สัมผัสรถรุ่นใหม่นี้ก่อนประเทศใดในโลก ที่ซึ่งมีการเปิดตัว The All New Isuzu D-MAX ในรอบสื่อมวลชนไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ (29 กันยายน) ที่อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี และจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 14 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป สนนราคาเริ่มต้น รุ่นสปาร์ค ตอนเดียว ราคา 465,000 บาท ส่วนรุ่นท็อป วี-ครอส 4 ประตู ราคา 994,000บาท

คุณสมบัติพิเศษของอีซูซุดีแมคซ์ใหม่

รูปลักษณ์ภายนอก
สำหรับอีซูซุ ดีแมคซ์ โฉมใหม่นั้น มาพร้อมกับรูปลักษณ์แนวสปอร์ต มีการดีไซน์ด้านหน้าให้เป็นแบบสามมิติ เพิ่มความชัดในการมองเห็น มีไฟหน้าขนาดใหญ่ และไฟท้ายแบบ LED ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงการรถกระบะที่มีการนำเอาไฟแบบ LED มาใช้ และตัวถังแค็ปเปิดได้
ห้องโดยสาร
เป็นการดีไซน์แบบ “DELUXE CAPSULE” ผสานกับ “UNIVERSAL DESIGN” ทำให้ห้องโดยสารมีขนาดใหญ่ สะดวกสบายเหมาะสมกับทุกสรีระ ส่วนเบาะนั่งคนขับสามารถปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
แผงหน้าปัด
ดีไซน์แผงหน้าปัดขนาดใหญ่แบบ Super Vision ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ได้หลากหลายรูปแบบ แถมยังมีโหมดภาษาไทยให้เลือกด้วย ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว และปรับความสว่างได้อัตโนมัติ
ระบบเสียง
ติดตั้งระบบเสียงเป็นแบบ “SURROUND SOUND” สูงสุดถึง 8 ลำโพง มีลำโพงคู่หน้าขนาดใหญ่พิเศษ FULL-SIZE 6×9 นิ้ว และลำโพง EXCITER ติดตั้งบนเพดาน ช่วยให้เสียงสมจริงทุกรายละเอียด พร้อมฟังก์ชั่นปรับระดับเสียงโดยอัตโนมัติตามความเร็วของรถ

เครื่องยนต์
สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลใหม่ 2500 Ddi VGS TURBO หรือเทอร์โบแปรผัน สามารถรีดกำลังสูงสุด 136 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบต่อนาที ส่วนเครื่องยนต์  2500 Ddi TURBO รีดกำลังสูงสุดได้ 116 แรงม้าเท่าเดิม และหากเป็นเครื่องยนต์ 3000 Ddi VGS TURBO จะให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบต่อนาที
เกียร์

ปรับเกียร์ใหม่เป็นเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อม “REV-TRONIC” ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามใจ และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด แบบ “SPORT-SHIFT” ช่วยให้เข้าเกียร์ง่ายจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ไหลลื่น
ล้อและช่วงล่าง
ขยายฐานและความกว้างของล้อให้ใหญ่ขึ้น กระจายน้ำหนักได้สมดุลขึ้น ด้วยการจัดตำแหน่งเครื่องยนต์ใหม่ให้อยู่เยื้องหลังล้อคู่หน้า พร้อมแชสซีส์ขนาดใหญ่ในรถระดับเดียวกัน ส่วนช่วงล่างได้รับการออกแบบมาให้เป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยส์สปริง และแหนบขนาดยาวพิเศษในช่วงล่างหลัง เพื่อให้ยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น
ระบบความปลอดภัย
มั่นใจได้ด้วยระบบความปลอดภัยแบบป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ด้วยเบรก ABS พร้อม EBD และ BA นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการทรงตัว ESC และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว ประกอบกับหม้อลมเบรกขนาดใหญ่พิเศษ 10.5 นิ้ว พร้อม TIED-BAR ดิสก์เบรกหน้าขนาดใหญ่ 300 มิลลิเมตร พร้อมคาลิปเปอร์แบบลูกสูบคู่
ที่สำคัญ อีซูซุดีแมคซ์โฉมใหม่ยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบป้องกันขณะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบเหล็กกล้า ที่ผลิตจากเหล็กหนาพิเศษ และตัวถังแบบซูเปอร์ สเปซแค็บ (SUPER SPACECAB) บานแค็บเปิดได้ (ตู้กับข้าว)
อื่น ๆ
- แกนพวงมาลัย และแป้นเบรกแบบยุบตัวได้           – เข็มขัดนิรภัยมีกลไกดึงกลับอัตโนมัติ           – มีระบบล็อกประตูอัตโนมัติ ซึ่งจะทำงานทันที เมื่อรถวิ่งได้ความเร็วประมาณ 20-25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง           – ระบบป้องกันกระจกหนีบ (WINDOW JAM PROTECTION) ด้านคนขับ           – เทคโนโลยี “ISUZU INSIGHT” ช่วยประมวลผลและวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่แบบเฉพาะตัว ทำให้การขับขี่ปลอดภัย และประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น

หลังจากที่ค่ายรถโตโยต้าได้เผยโฉมรถกระบะรุ่นไฮลักซ์ วีโก้  แชมป์ และรถอเนกประสงค์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ รูปลักษณ์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แว่วมาว่า… ทางค่ายรถกระบะยอดนิยมอย่างอีซูซุ ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะมีการคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนกันยายนนี้ อาจจะมีการเปิดตัวรถอีซูซุ ดีแม็กซ์ โฉมใหม่ หรือ All New Isuzu D-Max 2012

Isuzu D-Max รุ่นปี 2008

ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากเว็บไซต์ sohu.com ประเทศจีน ได้เผยภาพสเก็ตช์โมเดลของรถยนต์อีซูซุ 2012 ซึ่งจากโมเดลใหม่นี้ก็แสดงให้เห็นว่า รถกระบะรุ่นใหม่มีความน่าสนใจมากขึ้น และอาจจะคล้ายกับที่มาเปิดตัวในไทย และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่าโครงสร้างอีซูซุใหม่นี้ มีลักษณะคล้ายกับ เชฟโรเล็ท โคโลราโด (Chevrolet Colorado) แต่ออกแนวสปอร์ตมากกว่า ตั้งแต่กันชนหน้า ไฟหน้า กระจัง ที่มาพร้อม Over Fender เหมือนกับนิสสัน นาวาร่า (Nissan Navara) ทั้งแก้มข้างและกระบะท้าย นอกจากนี้ ในส่วนของรุ่นแค๊ปนั้น จะสามารถเปิดได้เหมือนกับรถของค่ายอื่น ๆ แล้ว
แม้ว่าภาพสเก็ตช์ของรถกระบะอีซูซุรุ่นใหม่ที่หลุดออกมา จะยังไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า รถกระบะรุ่นใหม่นี้จะใช้ชื่อ ดีแม็กซ์ เหมือนเดิม หรือว่าจะใช้ชื่อใหม่ รวมถึงที่รถรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาในบ้านเราจะมีทรวดทรงหน้าตาคล้ายกันหรือไม่ แต่อีกไม่นานเกินรอ พวกเราก็คงจะได้ยลโฉมรถรุ่นใหม่จากค่ายอีซูซุในมาช้านี้แล้วล่ะ
อย่างไรก็ตาม ข่าวล่าสุดออกมายืนยันแน่ชัดแล้วสำหรับกำหนดการเปิดตัว The All New Isuzu D-MAX ในรอบสื่อมวลชน (ไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้า) จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี 29 กันยายนนี้ เวลา 16.30 น. ที่ challenger Hall เมืองทองธานี

Write a comment